การ ฟ้องเรียกบุตรคืน เป็นปัญหาที่พ่อแม่จำนวนมากในประเทศไทยต้องเผชิญ เมื่อเกิดสถานการณ์ที่อีกฝ่ายไม่ยอมคืนเด็กตามเวลาที่ตกลงกัน ปิดกั้นไม่ให้พบลูก หรือนำเด็กไปเลี้ยงดูโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทำเหล่านี้สร้างความทุกข์ใจให้ผู้ปกครองอย่างมาก และอาจส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของเด็กในระยะยาว ภายใต้หลัก กฎหมายครอบครัวไทย โดยเฉพาะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566–1568 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า “พ่อและแม่มีอำนาจปกครองบุตรร่วมกัน” เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ดังนั้นหากผู้ปกครองฝ่ายใดถูกกีดกันสิทธิ หรือต้องการให้เด็กกลับมาอยู่ในความดูแล การดำเนินการฟ้องร้องเพื่อ ฟ้องขออำนาจปกครองบุตร หรือฟ้องเรียกบุตรคืนจึงเป็นช่องทางทางกฎหมายที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง
มักเกิดจากกรณีที่อีกฝ่ายไม่อนุญาตให้พบลูกตามสิทธิ ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในการเลี้ยงดู ใช้เด็กเป็นเครื่องมือกดดัน หรือมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของเด็ก เช่น การใช้ความรุนแรง การเสพสารเสพติด การปล่อยปละละเลย หรือมีสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมกับการเติบโตของเด็ก เมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ปกครองมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวเพื่อขอให้ศาลไต่สวนว่าฝ่ายใดมีความพร้อมในการเลี้ยงดูผู้เยาว์มากกว่า ศาลจะพิจารณาจากหลักฐานและข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึง “ประโยชน์สูงสุดของเด็ก” เป็นหลัก ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญในคดีครอบครัวของไทย
ขั้นตอนของการ ฟ้องเรียกบุตรคืน เริ่มจากการรวบรวมหลักฐานที่ชัดเจนว่าตนถูกกีดกันหรืออีกฝ่ายเลี้ยงดูไม่เหมาะสม หลักฐานที่สำคัญ เช่น ข้อความแชทที่ถูกขัดขวางไม่ให้พบลูก ภาพถ่าย สลิปค่าใช้จ่ายที่แสดงถึงการเลี้ยงดูจริงของตน คลิปเหตุการณ์ หรือพยานบุคคลที่สามารถยืนยันปัญหาได้ จากนั้นผู้ปกครองจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวในพื้นที่ที่เด็กอาศัยอยู่ พร้อมแนบเอกสารสำคัญ เช่น สูติบัตรของบุตร บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน รวมถึงข้อเท็จจริงที่แสดงว่าตนมีความพร้อมทั้งด้านรายได้ สถานที่อยู่อาศัย และความมั่นคงในการดูแลผู้เยาว์ หลังจากรับคำร้อง ศาลมักให้ทั้งสองฝ่ายเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยก่อนเพื่อหาข้อตกลง หากตกลงไม่ได้จึงเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีเต็มรูปแบบ
ในระหว่างกระบวนการ ศาลอาจให้เจ้าหน้าที่นักสังคมสงเคราะห์หรือนักจิตวิทยาเด็กลงพื้นที่ไปประเมินความเป็นอยู่ของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้านเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ความมั่นคง และผลกระทบที่เด็กอาจได้รับ ขั้นตอนนี้มีความสำคัญมาก เพราะผลประเมินจะช่วยให้ศาลตัดสินได้ว่าเด็กควรอยู่กับฝ่ายใดเพื่อให้ได้รับการดูแลที่ดีที่สุด เมื่อศาลพิจารณาหลักฐานครบถ้วนแล้ว จะมีคำสั่งว่าฝ่ายใดมีอำนาจปกครองบุตร หรือให้คืนบุตรแก่ผู้ฟ้อง พร้อมกำหนดรูปแบบการเยี่ยม หรือกำหนดสิทธิความรับผิดชอบของผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายอย่างเหมาะสม
สิ่งสำคัญที่ผู้ต้องการ ฟ้องเรียกบุตรคืน ควรรู้คือ ศาลไม่ได้พิจารณาเฉพาะรายได้หรือฐานะทางการเงินเท่านั้น แต่จะมองภาพรวมว่าเด็กจะได้รับการดูแลที่ดี ปลอดภัย และเหมาะสมที่สุดที่ใด เช่น สภาพแวดล้อม ความพร้อมด้านเวลา สุขภาพกายใจของเด็ก และความสัมพันธ์ที่เด็กรู้สึกไว้วางใจ ถ้าผู้ฟ้องสามารถแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ความรับผิดชอบ และความพร้อมในการดูแล ศาลย่อมพิจารณาให้สิทธิอย่างเป็นธรรม
จะเห็นได้ว่าการ ฟ้องขออำนาจปกครองบุตร หรือการฟ้องเรียกบุตรคืนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องใช้ข้อมูลทางกฎหมายประกอบการตัดสินใจ การเตรียมหลักฐานให้ครบถ้วน การแสดงความพร้อม และการคำนึงถึงสวัสดิภาพของเด็กเป็นสำคัญ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ศาลมีคำสั่งให้เด็กกลับมาอยู่ในความดูแลของผู้ฟ้องอย่างรวดเร็วและถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับผู้ปกครองที่กำลังเผชิญปัญหานี้ การศึกษาขั้นตอนทางกฎหมายอย่างชัดเจนและได้รับคำปรึกษาที่เหมาะสมจะช่วยให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็ก